คู่มือที่ผ่านการตรวจ | 2026-09-27
การกำหนดขนาดสัญญาฟิวเจอร์ส: วิธีคำนวณจากความเสี่ยงที่รับได้
คู่มือฝึกคิดขนาดสถานะฟิวเจอร์สจากความเสี่ยงที่รับได้ต่อไม้ แทนการเดาจากจำนวนเงินในบัญชี ครอบคลุมการตั้งจุดตัดขาดทุน ระยะห่างราคา การแปลงเป็นจำนวนสัญญา และการบันทึกผลเพื่อทบทวน พร้อมจุดที่ต้องตรวจสอบกับหน้าช่วยเหลือและหน้าค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์ม
หลายตลาดซื้อขาย | ประเทศไทย | THB | ค่าธรรมเนียม การเข้าถึง และความปลอดภัยบัญชี
เทรดเดอร์จำนวนมากเปิดสถานะฟิวเจอร์สโดยดูจากยอดเงินในบัญชีแล้วเลือกจำนวนสัญญาให้พอดีกับมาร์จินที่เหลือ โดยไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าไม้เดียวควรเสี่ยงเท่าไร ปัญหาคือเมื่อราคาแกว่งสวนทางไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หลักประกันก็ถูกเรียกเพิ่มหรือถูกปิดสถานะก่อนที่มุมมองระยะยาวจะได้ทำงาน วิธีคิดที่ตรงไปตรงมาคือกำหนดความเสี่ยงต่อไม้เป็นจำนวนเงินก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาหาว่าจำนวนสัญญาที่ทำให้จุดตัดขาดทุนนั้นคิดเป็นเงินเท่าไรจึงพอดีกับที่รับได้ บทความนี้พาไล่ทีละขั้นตั้งแต่การตั้งจุดตัดขาดทุนตามโครงสร้างราคา การวัดระยะห่างจากราคาเข้า การแปลงเป็นจำนวนสัญญาด้วยข้อมูลสเปกสัญญาจากหน้าช่วยเหลือของแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการหักค่าธรรมเนียมและต้นทุนถือสถานะออกจากงบความเสี่ยง และการบันทึกผลทุกไม้เพื่อดูว่าแผนที่ตั้งไว้ทำได้จริงหรือไม่ ทุกตัวเลขในบทความนี้เป็นตัวอย่างเชิงวิธีคิด ไม่ใช่ค่าที่ใช้ได้จริงบนแพลตฟอร์มใด เพราะขนาดขั้นต่ำ มูลค่าสัญญา อัตรามาร์จิน และค่าธรรมเนียมเปลี่ยนได้ตลอด ให้ยึดข้อมูลจากหน้าสเปกสัญญาและหน้าค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มที่คุณใช้เป็นหลัก
เริ่มจากเงินที่ยอมเสีย ไม่ใช่จากมาร์จินที่เหลือ
ก่อนเปิดไม้ใด ๆ ให้เขียนตัวเลขสองตัวลงในสมุดบันทึก ตัวแรกคือทุนรวมที่คุณใช้กับฟิวเจอร์สและยอมรับได้ว่าจะหายไปได้ ตัวที่สองคือสัดส่วนของทุนนั้นที่ยอมเสียในไม้เดียว สัดส่วนนี้ควรเป็นค่าที่คุณอยู่กับมันได้แม้จะแพ้ติดกันหลายไม้ เพราะการแพ้ติดกันเป็นเรื่องปกติของการเทรด ไม่ใช่ความผิดพลาด สมมติว่าทุนสำหรับฟิวเจอร์สคือหนึ่งแสนบาท และคุณตั้งไว้ว่าไม้หนึ่งยอมเสียได้หนึ่งเปอร์เซ็นต์ งบความเสี่ยงของไม้นั้นคือหนึ่งพันบาท ตัวเลขนี้คือเพดานที่ต้องไม่เกิน ไม่ว่าสัญญาณจะดูดีแค่ไหน
ขั้นต่อไปคือแยกให้ชัดระหว่างงบความเสี่ยงกับมาร์จิน งบความเสี่ยงคือเงินที่หายไปจริงเมื่อจุดตัดขาดทุนถูกแตะ ส่วนมาร์จินคือหลักประกันที่ถูกล็อกไว้ในสถานะและจะได้คืนเมื่อปิดไม้ ทั้งสองตัวเลขไม่เท่ากัน และการเอามาร์จินเป็นตัวกำหนดขนาดคือจุดที่ทำให้หลายคนเปิดสถานะใหญ่เกินตัว ถ้าคุณใช้โหมดมาร์จินแบบครอส เงินทั้งบัญชีอาจถูกใช้เป็นหลักประกัน จึงต้องคิดงบความเสี่ยงให้เข้มกว่าการใช้โหมดแยกกระเป๋า
ให้ตรวจสอบกับหน้าช่วยเหลือของแพลตฟอร์มว่าขนาดสถานะขั้นต่ำ การปรับขนาดสัญญา และโหมดมาร์จินที่คุณเลือกทำงานอย่างไร เพราะกติกาเหล่านี้กำหนดว่าคุณจะเปิดสถานะเล็กได้แค่ไหน และการตั้งตัวเลขในเครื่องมือคำนวณของแพลตฟอร์มควรอ่านค่าช่องไหน บันทึกค่าที่พบลงในสมุดคู่มือของคุณพร้อมวันที่ที่ตรวจ เพื่อให้รู้ว่าตัวเลขที่ใช้คิดนั้นมาจากสเปกเวอร์ชันใด
ตั้งจุดตัดขาดทุนก่อน แล้ววัดระยะห่างเป็นเปอร์เซ็นต์
จุดตัดขาดทุนต้องมาจากโครงสร้างราคา ไม่ใช่จากจำนวนเงินที่คุณยอมเสีย จุดที่เหมาะสมคือบริเวณที่ถ้าราคาไปถึง แปลว่าความคิดเห็นของคุณถูกตลาดหักล้างแล้ว เช่นใต้แนวรับล่าสุดหรือเหนือแนวต้านล่าสุด โดยเผื่อระยะห่างพอสมควรจากจุดที่ราคาเคยแตะ เพื่อไม่ให้ถูกเขี่ยออกจากความผันผวนปกติ เมื่อได้ระดับราคาแล้วจึงวัดระยะห่างจากราคาเข้าถึงจุดนั้นเป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเชิงวิธีคิด ราคาเข้าที่หนึ่งร้อยหน่วย จุดตัดขาดทุนที่เก้าสิบห้าหน่วย ระยะห่างคือห้าเปอร์เซ็นต์ของราคาเข้า ถ้างบความเสี่ยงของคุณคือหนึ่งพันบาท ขนาดสถานะที่ทำให้ขาดทุนหนึ่งพันบาทเมื่อราคาเคลื่อนห้าเปอร์เซ็นต์คือสองหมื่นบาท วิธีคิดคือเอางบความเสี่ยงหารด้วยระยะห่างเป็นสัดส่วน ตัวเลขนี้คือขนาดสถานะเป้าหมาย ไม่ใช่จำนวนสัญญา เพราะจำนวนสัญญาต้องแปลงอีกขั้นด้วยมูลค่าสัญญาของคู่ที่คุณเลือก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือตั้งจุดตัดขาดทุนแบบกลม ๆ ตามตัวเลขที่ดูสวย แล้วค่อยไปเพิ่มขนาดสถานะให้ความเสี่ยงดูพอดี ซึ่งเป็นการกลับหัวกลับหางของการคิด ให้ตั้งจุดตัดขาดทุนตามกราฟก่อนเสมอ ถ้าระยะห่างกว้างเกินไปจนขนาดสถานะที่ได้เล็กกว่าขั้นต่ำของแพลตฟอร์ม ทางเลือกคือข้ามไม้นั้นหรือรอจังหวะที่ระยะห่างแคบลง ไม่ใช่ขยายขนาดสถานะจนเกินงบความเสี่ยง
ถ้าตลาดเคลื่อนไหวผันผวนสูง ระยะห่างที่ใช้ได้จริงอาจกว้างกว่าที่คุณเคยชิน ให้ทบทวนว่างบความเสี่ยงต่อไม้ยังเหมาะกับสภาพตลาดปัจจุบันหรือไม่ และจดบันทึกว่าระยะห่างที่คุณใช้ในแต่ละช่วงตลาดเป็นเท่าไร เพื่อดูว่าคุณกำลังตั้งจุดตัดขาดทุนแคบเกินไปจนถูกเขี่ยบ่อยหรือไม่
แปลงขนาดสถานะเป็นจำนวนสัญญาด้วยสเปกจริง
เมื่อได้ขนาดสถานะเป้าหมายเป็นจำนวนเงินแล้ว ขั้นต่อไปคือเปิดหน้าสเปกสัญญาของคู่ที่คุณจะเทรด ดูสามค่าหลัก มูลค่าสัญญาต่อหนึ่งสัญญา ขนาดขั้นต่ำที่เปิดได้ และขั้นการปรับจำนวนสัญญา จำนวนสัญญาที่ต้องเปิดคือขนาดสถานะเป้าหมายหารด้วยมูลค่าสัญญาต่อหน่วย แล้วปรับลงให้ตรงกับขั้นการปรับที่แพลตฟอร์มกำหนด ปัดลงเสมอถ้าตัวเลขไม่ลงตัว เพราะการปัดขึ้นทำให้ความเสี่ยงเกินงบ
ตัวอย่างต่อเนื่อง ขนาดสถานะเป้าหมายสองหมื่นบาท ถ้ามูลค่าสัญญาต่อหน่วยคือหนึ่งร้อยบาท จำนวนสัญญาคือสองร้อยสัญญา แต่ถ้าสเปกกำหนดขั้นการปรับไว้ที่สิบสัญญา จำนวนที่เปิดได้คือสองร้อยสัญญาพอดี ถ้าคำนวณได้สองร้อยเจ็ดสัญญา ให้เปิดสองร้อยสัญญาและยอมรับว่าความเสี่ยงจริงต่ำกว่างบเล็กน้อย ดีกว่าฝืนเปิดให้เกิน
ควรตรวจกับหน้าช่วยเหลือของแพลตฟอร์มว่าคู่ที่คุณเลือกใช้มูลค่าสัญญาคงที่หรือผันตามราคา เพราะคู่ที่มีมูลค่าผันแปรจะทำให้จำนวนสัญญาที่เท่ากันมีความเสี่ยงต่างกันเมื่อราคาเปลี่ยน และให้ตรวจว่าค่ามาร์จินเริ่มต้นกับค่ามาร์จินรักษาสถานะของคู่และโหมดที่คุณใช้เป็นเท่าไร เพื่อให้แน่ใจว่าหลักประกันที่ต้องใช้ไม่เกินเงินที่คุณกันไว้
อีกจุดที่ต้องตรวจคือการตั้งเลเวอเรจ เลเวอเรจไม่ควรถูกใช้เป็นตัวกำหนดขนาดสถานะ แต่เป็นเพียงตัวกำหนดว่าต้องใช้หลักประกันเท่าไรในการถือสถานะขนาดนั้น ถ้าคุณตั้งเลเวอเรจสูงเพื่อให้เปิดสถานะใหญ่ได้ด้วยเงินน้อย นั่นคือสัญญาณว่าขนาดสถานะเกินงบความเสี่ยงแล้ว ให้ลดจำนวนสัญญาลงก่อน แล้วค่อยเลือกเลเวอเรจที่ทำให้หลักประกันอยู่ในระดับที่คุณรับได้
หักค่าธรรมเนียม ต้นทุนถือสถานะ และบันทึกเพื่อทบทวน
งบความเสี่ยงหนึ่งพันบาทไม่ใช่เงินที่หายไปทั้งหมดเมื่อจุดตัดขาดทุนถูกแตะ เพราะยังมีค่าธรรมเนียมเปิดและปิดสถานะ ต้นทุนทางการเงินของสถานะที่ถือข้ามช่วงเวลา และการคลาดเคลื่อนของราคาที่ได้จริงเมื่อคำสั่งถูกจับคู่ ให้เปิดหน้าค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มและดูว่าคู่ที่คุณเทรดอยู่ในระดับใด จากนั้นเผื่อส่วนต่างไว้ในงบความเสี่ยงตั้งแต่ตอนคำนวณ ไม่ใช่ค่อยมาบวกทีหลัง
วิธีที่ใช้ได้จริงคือกันงบความเสี่ยงส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าธรรมเนียมโดยประมาณ แล้วลดขนาดสถานะลงตามนั้น ถ้าคุณเทรดถี่ ค่าธรรมเนียมจะกัดงบความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ ให้จดค่าธรรมเนียมที่จ่ายจริงของแต่ละไม้ไว้ข้างผลกำไรขาดทุน เพื่อดูว่าต้นทุนนี้กินงบความเสี่ยงไปเท่าไรในหนึ่งเดือน ตัวเลขนี้มักเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์มองข้ามมากที่สุด
สำหรับการบันทึก ให้จดอย่างน้อยเจ็ดอย่างต่อไม้ ได้แก่ วันที่ คู่ที่เทรด ราคาเข้า จุดตัดขาดทุน จำนวนสัญญา งบความเสี่ยงที่ตั้งไว้ และผลลัพธ์จริงรวมค่าธรรมเนียม เมื่อสะสมได้หลายสิบไม้ ให้ทบทวนว่าคุณทำตามแผนที่ตั้งไว้กี่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนไม้ และไม้ที่ทำตามแผนมีผลเป็นอย่างไร การทำตามแผนได้สม่ำเสมอเป็นทักษะที่แยกออกจากผลกำไรระยะสั้น
สุดท้าย ให้กำหนดเงื่อนไขหยุดล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร เช่นหยุดเทรดเมื่อแพ้ติดกันถึงจำนวนไม้ที่กำหนด หรือเมื่อขาดทุนสะสมถึงระดับหนึ่งของทุนฟิวเจอร์ส เงื่อนไขนี้ต้องเขียนไว้ตอนที่ยังมีสติ ไม่ใช่ตอนที่กำลังขาดทุน และควรตรวจสอบกับหน้าช่วยเหลือของแพลตฟอร์มว่าคำสั่งแบบลดความเสี่ยงอัตโนมัติ เช่นคำสั่งปิดที่ผูกกับสถานะ ทำงานอย่างไร เพื่อให้รู้ว่าคำสั่งที่คุณวางไว้จะยังอยู่หรือถูกยกเลิกเมื่อสถานะถูกปิดบางส่วน
ขอบเขตความเสี่ยง: Thailand Crypto Guide
สินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนและอนุพันธ์อาจเพิ่มการขาดทุน เว็บไซต์นี้ไม่มีการเข้าสู่ระบบ กระเป๋าเงิน แบบฟอร์มฝาก หรือแชตสนับสนุน ลิงก์แนะนำบันทึกเพียงที่มาทางการตลาด ไม่รับประกันการเข้าถึง ราคา รางวัล การอนุมัติ หรือผลการลงทุน การให้บริการอาจต่างกันตามถิ่นที่อยู่ นิติบุคคล และผลิตภัณฑ์ ภาษาและแบรนด์เพียงอย่างเดียวไม่ยืนยันสิทธิ์ในภูมิภาค
จุดตรวจสอบสถานการณ์
- กำหนดงบความเสี่ยงต่อไม้เป็นจำนวนเงินและสัดส่วนของทุนฟิวเจอร์ส แล้วเขียนไว้ก่อนเปิดสถานะทุกครั้ง
- ตั้งจุดตัดขาดทุนจากโครงสร้างราคาบนกราฟ แล้ววัดระยะห่างจากราคาเข้าเป็นเปอร์เซ็นต์
- คำนวณขนาดสถานะเป้าหมายจากงบความเสี่ยงหารด้วยระยะห่างเป็นสัดส่วน
- เปิดหน้าสเปกสัญญาเพื่อดูมูลค่าสัญญาต่อหน่วย ขนาดขั้นต่ำ และขั้นการปรับจำนวนสัญญา แล้วปัดจำนวนสัญญาลง
- เปิดหน้าค่าธรรมเนียมและเผื่อค่าธรรมเนียมกับต้นทุนถือสถานะไว้ในงบความเสี่ยงตั้งแต่ตอนคำนวณ
- จดบันทึกทุกไม้พร้อมผลลัพธ์จริงรวมค่าธรรมเนียม และกำหนดเงื่อนไขหยุดเทรดเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า
สินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนและอนุพันธ์อาจเพิ่มการขาดทุน เว็บไซต์นี้ไม่มีการเข้าสู่ระบบ กระเป๋าเงิน แบบฟอร์มฝาก หรือแชตสนับสนุน